อย่างนี้เรียกว่ารักจริงๆหรือเปล่า

 
 
 

 

คุณตกหลุมรักเข้าแล้วจริงๆ น่ะหรือ ?

คือ รัก หรือ หลง ความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้ มักมาพร้อมกัน ใกล้เคียงกันจนแทบแยกไม่ออก จนวันที่คุณมีสติพอที่จะแยกแยะว่า "รัก" หรือ "หลง" เขา หรือ เธอ คนนั้นเข้าให้แล้ว คุณจะพบว่า มันช่างมีความหมายแตกต่างกัน มากมายเหลือเกิน

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตกหลุมรัก หรือ เพียงแค่หลง กันแน่

คิมเบอร์ลี่ ซอนเดอร์ส จากเลดี้ไฟร์ แมกกาซีน บอกว่า "Love is something different. Something more." ไม่ใช่ แค่มีนัดรับประทานอาหารกันบ่อยๆ รู้สึกดีๆ ให้กันเท่านั้น แน่ล่ะคุณรู้สึกมีความสุข อยากจะพบ อยากเห็นหน้าเขาบ่อยๆ แต่นั่นยังไม่มากพอที่จะบอกว่า คือ ความรัก
รักคือ...การที่คุณไม่สามารถจะหยุดคิดถึงเขา/เธอ ได้โดยไม่สามารถหาสาเหตุได้ รู้แต่ว่ารู้สึกดีที่จะเป็นเช่นนั้น
รักคือ...รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้น อย่างอัตโนมัติยามที่คุณได้รับโทรศัพท์จากเขา/เธอ หรือตอนที่คุณพบ อี-เมล์ ที่ส่งมาจากเขา/เธอ ในตอนเช้าเวลาที่ เช็คเมล์
รักคือ...การที่คุณอยากจะรู้จัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเขา/เธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาแต่หนหลัง ตัวตน รวมทั้งความฝัน และทุกถ้อยคำที่เขา/พูด คุณจะตั้งอกตั้งใจฟัง เพราะคุณแคร์ทุกอย่างแม้แต่ความคิดของเขา/เธอ
รักคือ...คุณยอมทำสิ่งดีๆ ทุกอย่างเพื่อให้เขา/เธอมีความสุข เพราะนั่นหมายถึงคุณจะมีความสุขไปด้วย
รักคือ...คุณไม่แคร์สิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะคุณยอมที่จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง หากคุณไม่แคร์สิ่งใดทั้งสิ้น หากคุณได้ทำทุกอย่างให้คนที่คุณรักพอใจ
รักคือ...ความรู้สึกเมื่อคุณอยู่ใกล้เขา/เธอ ล้วนรู้สึกอบอุ่น มั่นคง คุณสามารถแบ่งปันความฝัน ความกลัว รวมทั้งเปิดเผยความลับได้อย่างไม่เคอะเขิน
รักคือ ...คนที่คุณรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นคนแรกที่คุณโทรหาไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย เป็นคนเดียวที่คุณขอคำแนะนำ

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกรวมกันในคนๆ เดียวที่คุณบอกว่า "ใช่" คนที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงทุกครั้ง ในยามที่เอ่ยปากบอกว่า "รัก"

นิยามของ ความรัก จะเหมือนกับสิ่งที่คิมเบอร์ลี่ ซอนเดอร์ส วิเคราะห์ไว้หรือไม่ กรุงเทพวันอาทิตย์ มีมุมมองของ 2 หนุ่ม และอีก 2 สาว พร้อมเรื่องราวน่ารักๆ ในบางตอนของชีวิต ที่หัวใจเต้นแรงกว่าปกติมาเล่าสู่กันฟัง

 

จากคาร่าลิลี่ ดอกไม้สีขาวราคาแพง เหลือเพียงดอกชบาธรรมดาสีสวย คงทน ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี (1 ใน 5 สุดยอดศิลปินภาพเหมือนร่วมสมัยของเมืองไทย) ในวันที่อายุมาถึง 37 ปี เขาเปรียบความรักของตัวเอง เหมือนดั่งดอกไม้ ที่แตกต่างกันตามวันและเวลาของชีวิต
" ผมมักเปรียบผู้หญิงที่ผมรักเป็นดอกไม้เสมอ ในการเขียนรูปบางคนเหมาะที่เป็น คาร่าลิลี่ เขาไม่เหมาะหรอก แต่ในช่วงนั้นเราชอบดอกไม้ดอกนั้น เราจะสื่อถึงแฟนเราด้วยดอกไม้ดอกนี้ ในอีกช่วงหนึ่งผู้หญิง อีกคนมีความลึกลับ มีความป่า มีความเถื่อน และมีความสวยงาม เซ็กซี่ อีโรติค เราคิดถึง ดอกกล้วยไม้ บางทีเราคิดถึงผู้หญิงธรรมดา ที่มีความงามเหลือเกิน เราคิดถึง ดอกชบา ดอกธรรมดาที่ธรรมดา แต่เราชอบทุกครั้งที่เห็นดอกชบา ดอกลิลี่ที่สวยงามมีความเป็นผู้หญิง มีกลิ่น มีความร่วงโรยเร็ว คิดถึงเรื่องเหล่านี้จึงแทนผู้หญิงด้วยดอกไม้ มีเกิด มีตูม มีบาน มีสุดขีดของความงาม และความร่วงโรย ทุกอย่าง ไม่มีความ คงทน "

หากถามเขาว่าความรักคืออะไร ศักดิ์วุฒิบอกว่า เริ่มต้นที่สิ่งสวยหรูและจบลงที่ความธรรมดาที่สุด
" ความรักเป็นสิ่งสวยหรู สวยงาม เป็นสิ่งที่ทำให้เราชื่นใจ นี่คือความหมายตอนเด็กๆนะ ทำให้เรามีกำลังใจ คนที่ทำให้เรารักได้ รู้สึกคิดถึง ถวิลหา อยากเจอ อยากอยู่ด้วย นี่คือนิยามความรัก ถ้ามีคนอย่างนี้เกิดขึ้น เราน่าจะมีความรัก ในกรณีที่เกิดกับตัวเรานะ พอโตขึ้นอายุขนาดนี้ ผมเริ่มเข้าใจอีกอย่างว่า เราอย่าไปเรียกความรักว่าคนรัก ตอนนี้คนรักกับคนที่เราอยู่ด้วยมันเริ่มเป็นปัญหา บางทีคนที่เรารัก ไม่ใช่คนที่เราอยู่ด้วยได้ นี่คือชีวิตจริง คนที่เรารักจะเป็นอีกแบบ แต่คนที่เราอยู่ด้วยได้มักจะเป็นอีกแบบหนึ่ง คนที่เราอยู่ด้วยมันไม่ใช่ความรักอย่างเดียว มีอะไรที่มากกว่านั้น
ความรักเกิดขึ้นบางทียาก บางทีง่าย บางทีนึกจะเกิดก็เกิด เหมือนกับเราอยู่กับเพื่อนฝูงรู้จักกันมา เกิดวันหนึ่งเรารู้สึกจะรัก เราก็รักมัน และรักเลยนะ จากที่เคยเป็นเพื่อนรักเลย เปลี่ยนจากความรู้สึกเพื่อนเป็นคนรัก "

ยามรัก ตัวตนของเขาก็ยังเป็นคนเดิม หากมีความเปลี่ยน แปลงที่เพิ่มเติมตรงที่ว่า
" ยอมรับความคิด ความรู้สึกของคนอื่น รู้สึกใจดี ไม่ค่อยโกรธใคร ไม่ค่อยคิดอะไรยังไง คือจะเป็นคนดีน่ะ...ในช่วงนั้น มันจะละทิ้งความเห็นแก่ตัว หลายอย่างเลย " ทั้งๆ ที่เจ้าตัวยอมรับว่า เป็นคนรับไม่ได้เลยกับคำวิจารณ์ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับตัวตนและผลงาน

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าคนนี้เป็นคนที่ " ใช ่"
" เรารู้สึกทุกครั้งกับคนที่เรารักว่าใช่หมด บางทีรวมถึงการหลอกตัวเองด้วย บางทีมันไม่ใช่หรอก ความรักกับความหลงมันมาคู่กัน หลงรักมันมาพร้อมกัน เวลาเราหลงเราจะลืมเหตุผลหลายอย่าง ในตัวของคนที่เรารักว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เราพยายามหลอกตัวเอง หลง...นึกออกมั้ยว่าเห็นเขานิสัยไม่ดีอย่างไร หรือนิสัยเราไม่ดียังไงเราไม่ชอบสิ่งที่เขาเป็นหรอก แต่ในเมื่อหลงรักน่ะ เราพยายามโกหกว่าต้องไปกันได้ เราจะแก้สิ่งนี้ เขาจะแก้สิ่งนั้น เราจะไปด้วยกัน ทุกครั้ง ก็พัง...ทุกครั้ง"

ถามถึงรักครั้งแรก เขาว่าจำได้แม่นมากเพราะ...
" ผมเป็นคนเรื่องมากเรื่องผู้หญิง คิดว่าผู้หญิงที่เดินกับเราต้อง ดูดี ส่วนมากรักครั้งแรกอายุ 18-19 ปี โตแล้ว จำได้ สวยหรู มีการคิดถึง สื่อสาร คุยกัน ไปส่ง จีบกันมันสนุก พอโตขึ้นไม่มีการจีบกัน บอกกันตรงๆ ว่าชอบแล้วนะ จะเอายังไง ขั้นตอนจะลดน้อย ตัดทอนลง ผมอาจไม่โชคดีที่เจอความรัก ที่จะได้เจอความรักคงทน ถาวร อมตะ ผมไม่เชื่อในความรักอมตะ ผมเชื่อในอารมณ์รัก แต่ไม่เชื่อในความรัก อารมณ์รักผมเชื่อ เวลาเรารักใครเราเชื่อว่ามันเป็นจริง เป็นเรื่องสวยหรู สวยงาม แต่ความรักผมไม่เชื่อ พอถึงจุดนึงแล้วมันจบ หายไปดื้อๆ บางคนเร็ว บางคนไม่เสียใจเลย เพราะบางคนเป็นความหลงมากกว่า แต่เราทึกทักไปว่าเป็นความรัก ทั้งๆ ที่เป็นความหลงล้วนๆ เลย จบก็จบเลยไม่ถวิลหาเลย "

หลงแล้วจบ จบแล้วเจ็บ แต่ก็ยังยินดีที่จะมี "ความรัก" เกิดขึ้นในชีวิตอีกเรื่อยๆ
" ทุกวันนี้ คนที่เราอยู่ด้วยได้อาจจะไม่ใช่คนที่เรารักที่สุด ผมว่าสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ผมจะหาคนที่อยู่ร่วมกับเรา รับอารมณ์เรา รับความคิด ความเป็นเราได้ บางทีอาจจะสำคัญกว่าความรักก็ได้ อยู่กันแบบเพื่อน ความรักคือการเริ่มต้น แต่จุดจบคืออะไรไม่รู้ ผมรักได้ทุกวัน ไปเจอใครผมก็รัก รักง่ายมาก เราชอบคนหน้าตาดี เจอคนสวยเราก็รักแล้ว 2 วันเราก็เลิก เจออีกก็รักอีก มีการสานต่อ เหมือนการหว่านเมล็ดพืช ถ้ามีน้ำมีดินดีมันก็เกิดขึ้นเป็นต้นไม้ ถ้ามันจบไม่มีคนดูแลมันก็หายไป "

ความรักตอนนี้ของศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี เจ้าตัวบอกว่าเปรียบเหมือน " ดอกชบา ธรรมดา ชาวบ้าน คงทน ปลูกง่าย ขึ้นง่าย ตลอดไป..."

 

ปลา-สุวัฒนา อภัยรัตน์ (Choreographer) นักเต้นศิษย์เก่าภัทราวดีเธียเตอร์ ที่ผันตัวเองมาเป็นครูและเปิดโรงเรียนสอนเต้นในแบบที่ตัวเองเคยฝันไว้
" ความรักคือความเสียสละ ไม่ว่าจะรักใครก็ตาม รักพ่อ รักแม่ รักลูกศิษย์ แฟน เราต้องเสียสละ มีอะไรที่เราให้ได้...ให้ ไม่รู้เพราะตัวเองเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เมื่อรักใครไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะให้ จะเสียสละ จะให้เท่าที่ให้ได้ แต่จะไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน " ปลาตอบแบบฟันธงไปเลย

เธอเล่าถึงรักครั้งแรกว่า
" จำได้ ปึ๊งปั๊ง รักครั้งแรกมันมาหลากหลายที่หลายคน เราก็เลยไม่มั่นใจว่ารักครั้งแรกของเรา เกิดจากตรงไหน ถ้าย้อนกลับไปมันไม่ได้ตีความหมายว่ารักคืออะไร แต่เกิดจากความพึงพอใจของทั้งคู่มากกว่า รักครั้งแรกเป็นป็อปปี้เลิฟ เห็นอะไรก็สวยไปหมด ดูดีไปหมด ก็..".

มีหลายคนจะรู้ได้อย่างไรว่า คนไหนคือคนที่ "ใช่" ตอบไม่ยาก แต่ใช้เวลายาว
" เราต้องเรียนรู้นิสัยเขา ตัวเองเป็นคนชอบคนขี้เล่น เก่งกว่าตัวเอง และเป็นคนที่นำเราได้ เพราะตัวเองทำอะไรด้วยตัวเองมาโดยตลอด ก็เลยต้องศึกษาและดูว่าทนเราได้มั้ย ...คือการเสียสละไงคะ คือ ต้องทน ไม่ใช่อยู่เพื่อทนนะ แต่อยู่เพื่อเสียสละเวลาบางส่วนให้กับเรา หรือเราต้องเสียสละเวลาบางส่วน ให้กับเขา ส่วนหนึ่งต้องให้กับเขา ให้ความดูแลเอาใจใส่ห่วงใยเขา ในกรณีที่จะดูว่าคนไหนที่ใช่ เราดูหลายๆ อย่าง ถ้ารักเราต้องรักคนรอบข้างเราด้วย บางคนมารักแค่ตัวเรา ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ไม่สนใจคนรอบข้างที่เรารักเลย สนใจแต่เราคนเดียว อันนี้ประเด็นตกไป รู้ว่าคุณรักเรามาก...รู้ แต่คุณต้องรักคนรอบข้างเราด้วย ทดสอบอีก ก็คบกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนคิดว่าไม่ใช่ พูดกันไม่รู้เรื่อง ในที่นี้ไม่ได้ทะเลาะกันนะคะ แต่พูดกันคนละความหมาย เราคิดเราฝันอย่างนี้ แต่เขาไม่ได้ฝันตาม ไม่ได้ซัพพอร์ตเรา ไม่ได้รัก หรือรู้ในสิ่งที่เราต้องการก็ค่อยๆ ตกลงไปทีละนิด คือคนที่จะเลือกมาเป็นคู่รัก ต้องมองเห็นความฝันของเรา เพราะเราเป็นคนที่มีความฝันและทำ "

เขาคนนั้นเข้าใจในส่วนนี้ของเธอหรือไม่ ปลาเล่าให้ฟังว่า คบกันมา 10 ปีแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจก็จะคบกันไปเรื่อยๆ
" จนกว่าวันที่ไม่เข้าใจมาถึง เราไม่ได้มุ่งหวังที่จะ แต่งงานหรืออยู่กินด้วยกัน สักวันเราอาจ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็ได้ "

เพราะรักของเธอไม่จำเป็นที่จะต้องจบลงที่การ แต่งงานเสมอไป
" เมื่อก่อนคิด แต่เมื่อเราโตมากขึ้น ด้วยสภาวะแวดล้อมทำให้ความคิดเรื่องความรักเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้มองว่าไม่สวยนะ และตอนนี้ก็ยังแฮปปี้ที่มีคนมารัก มาชอบ ไม่ใช่พูดถึงเรื่องชู้สาว พูดถึงความรักในเรื่องหนุ่มสาว เราเฮฮาแฮปปี้ที่มีคนมาชอบ มันตื่นน่ะ อุ๊ยยังมีมาอีกเหรอ อายุเราก็ไม่ใช่น้อยๆ สามสิบกว่าแล้ว โอ๊ย ความรู้สึกเรายังกระปรี้กระเปร่ามากเลย แล้วจะยิ้ม อมยิ้มมีคนมาแอบรัก มาชอบ มันเหมือนเด็กวัยรุ่นเลย อยากเจอ อยากเห็น ในขณะเดียวกันก็มีขีดจำกัด เป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเองด้วย สำหรับความรักของตัวเอง เวลาคบใคร คบแล้วคบนาน ยาวเลยจนไม่ใช่เราจริงๆ แล้วคบใหม่ บางครั้งมันก็เป็นผลดี บางครั้งมันก็เป็นผลไม่ดี ความรักไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เลยสำหรับตัวเอง "

เพราะความรักมันดีอย่างนี้นี่เอง ปลาถึงบอกว่าชอบที่จะมีคนมารัก เธอตอบด้วยแววตาเป็นประกายว่า
" มาเถอะ...เราก็ไม่ใช่แบบว่ามีข้อขีดจำกัดมากมาย มาเถอะ... มาแล้วก็มาลองดูนิสัยซึ่งกันและกัน เรียนรู้กันอย่างช้าๆ ก่อน เวลาที่มีความรักนะจะแฮปปี้ หัวเราะทั้งวัน สนุก ตาก็จะส่องแววออกมาให้ชาวโลกรับรู้ ไม่ใช่แค่ยิ้มเพื่อออกมา แต่มันจะประกายออกมาทั้งหมด มองทุกอย่างสวยงาม สีชมพู เป็นสิ่งที่ดีมากเลย คนไหนไม่มีความรักมันตลกแล้วล่ะ ทุกคนมีความรักแต่มีการแสดงออกต่างกัน ด้วยวัย ด้วยหน้าที่การงาน ความรักเป็น สิ่งที่ดีมาก จรรโลงชีวิต เป็นสิ่งที่เติมเต็มของชีวิตทำให้มีพลัง "

คุณเห็นด้วยมั้ย

 

" ความรักของผมปกติมาก เติบโตมา ผมเริ่มมีแฟนตอนเด็กๆ เริ่มจากเขิน ไม่กล้าจีบ จนพัฒนามาเรื่อยๆ "

ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศิลปินหนุ่มวัย 30 ซึ่งกำลังนำผลงานจิตรกรรมว่าด้วยเรื่อง "รัก" จัดแสดงที่หอศิลป์ตาดูจนถึง 14 ตุลาคม ศกนี้ เล่าถึงรักแรกที่ยังประทับใจไม่รู้ลืมว่า
" ไม่รู้จะเรียกยังไงครับ ตอน ป.6 มีครั้งนึง ตอนนั้นอยู่จังหวัดเลย อำเภอเชียงคานติดแม่น้ำโขง เป็นเด็กน่ารัก เรียนอยู่ห้องเดียวกัน ผมก็ไม่กล้าคุยกับเขา เราก็ปั่นจักรยานไปดูบ้านเขา รู้บ้านเลขที่เขาหมด รู้ทะเบียนรถพ่อเขา อยู่โรงเรียนไม่เคยคุยกัน มีวิชาเลข ครูให้สลับตรวจงานให้คะแนนซึ่งกันและกัน ผมเป็นหัวหน้าห้อง ทุกคนที่ตรวจต้องลงลายเซ็นว่าตรวจโดยใคร ผมก็เอาของเขามา เขาก็เอาของผมไป พอกลับบ้านได้สมุดเล่มนั้นของเขา ดีใจกลับไปอ่านดู รักษาตลอด รอวิชานี้เพื่อให้ได้ตรวจสมุดของเขาหลายครั้ง จนพ่อผมซึ่งเป็นตำรวจก็ต้องย้ายเลยไม่ได้ติดต่อ
รักที่มากกว่า เราได้มีความเข้าใจมากขึ้น ได้คลุกคลีเรียนรู้คนที่เรา ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราก็แอบมองเขา ก็ไม่ค่อยกล้า ก็ลองทำดู เพื่อนบอกว่าดีกว่ารักไม่เป็นเว้ย ก็ฝากลำไยให้เขา ให้เพื่อนไปให้ เพื่อนเขาก็บอกว่ามีพี่คนนึงชื่อโลเลฝากมาให้ บังเอิญวันนึงเดินมาเจอกัน เขาก็มาถามว่าพี่ชื่อโลเลรึเปล่า ..ใช่ครับ เราคิดในใจว่าทำไมมาทักเรา เขาบอกว่าพี่ฝากลำไยมาให้รึเปล่า หลังจากนั้นก็คุยกัน ผมส่งเขากลับบ้านทุกวัน เป็นอยู่ช่วงนึงครับ เราก็เรียนรู้จิตใจกัน รู้สึกว่าคิดกันไปคนละแบบแต่ก็จากกันด้วย เพราะพี่เขาแอนตี้ผมมาก เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ต่างก็แยกย้ายกันไป ก็เศร้าเหมือนกัน ผู้หญิงคนนี้มีหลายคนจีบเขารวมทั้งเพื่อนผมเองด้วย คุยโทรศัพท์กันตกลงว่าชอบใครมากที่สุด เขาบอกว่าชอบผม ดีใจครับ ด้วยวัย เราได้คุยกันเป็นไป ไม่ได้ ครอบครัวเขาเป็นอีกแบบ ซึ่งผมก็ไม่ชอบ คือ เขาหรู ซึ่งผมรู้ว่าผมไม่ชอบอะไรที่หรูแบบนั้น หลังจากนั้น เราเป็นเพื่อนกัน "

คนที่ " ใช่ " ในวัยรุ่น ทวีศักดิ์บอกเลยว่าต้องสวย เซ็กซี่ เรื่องความเก่งความฉลาดไม่เน้นเท่าไร
" ช่วงอยู่มหาวิทยาลัยเราก็มีหมดทุกแบบที่เราสเปคไว้ สวย หุ่นดี แบบนางแบบ ดุ เกเร สูบบุหรี่ ซีเรียสมาก เป็นเหมือนมนุษย์เงินเดือนก็มี เป็นคนที่ไม่เข้าใจคนทำงานศิลปะ คุยกันไม่ได้เลยก็มี ผ่านตรงนั้นมาหมด จนคนล่าสุด ก่อนมาถึงปัจจุบัน คบกันมานานที่สุดในชีวิต 3 ปี ผมคิดว่าจริงจังมาก เราสองคนเข้าใจกันดีมาก ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราคิดว่าแต่งกับคนนี้แน่ เพราะเราเรียนอยู่ปี 5 เพื่อนบางคนก็แต่งงานไปแล้ว เรียนจบเป็นจุดเปลี่ยน ความห่างกันด้วย คุยกันแต่ไม่ได้เจอกัน เขาก็รู้สึกว่าเขาต้องไปเรียนต่อ ต้องการให้เราอยู่รอเพื่อให้เขากลับมา แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แค่เราอยู่เมืองไทยเราก็รู้สึกห่างๆ กัน แต่เราสองคนก็พยายามที่จะให้ความรู้สึกดี และแล้วก็มาถึงเวลาที่เขาต้องไป ก่อนหน้านั้นเราก็ตกลงแล้วว่าคงต้องแยกกัน เขาพูดตลอดว่า อยากให้ผ่านไป 3 ปี ผมยังรออยู่ ร้องไห้ ไปนั่งคุยกันตกลงว่าพรุ่งนี้เราจะไม่มีกันแล้ว รุ่งขึ้นมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ "

กว่าจะผ่านช่วงนั้นไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนอกหัก ทำให้เขารู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าใครเลย
" เพื่อนผมคนนึงเป็นตากล้อง เขาบอกเขานั่งร้องไห้คนเดียว กินเหล้าคนเดียว ฟังเพลงอัสนี บาดไปถึงหัวใจ มีหลายคนมากเข้ามาในขณะที่ผมก็เพิ่งผ่านไป ผมก็ต้องปลอบเขา ทำให้ผมมองปัญหาธรรมดามาก "

ในช่วงนั้นเองเขาก็ได้พบกับความรักอีกครั้ง
" มีเพื่อนผู้หญิงกลุ่มนึง 2-3 คน ในกลุ่มนี้มีคนชอบผม แต่ผมไม่ได้ชอบ ผมชอบตัวเขา ความที่ผมกับเขาเรามองตาแล้วรู้กัน เราก็แอบเจอกัน วันนึงเราต้องมาเปิดเผย เขียนใส่กระดาษ เขาก็ต้องบอกเพื่อนด้วย เพื่อนเขาก็เข้าใจแต่ว่าเพื่อนยังคงติดค้างในใจอยู่ หลังจากนั้นผมคิดว่า ผมจะไม่มีแฟนแล้ว ขอเก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียวดีกว่า มีเพื่อนหลายคนอกหักปั๊บก็รีบไปหาคนใหม่ เพราะขาดไม่ได้ ใจผมเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน คิดดูแล้วเมื่อใจเรายังไม่พร้อมจะรีบไปทำไม ความรักเราอาจจะพังอีกก็ได้ คนที่เข้ามาอาจโดนเราทำร้าย เราอาจไม่รักเขาก็ได้ เลยเก็บความรู้สึกนี้ไว้ จนกว่าจะให้ความรู้สึกนั้นหายไปกับความเศร้า "

เมื่อความเศร้าหายไป ใจกำลังเป็นสุข โชคชะตาก็ทำให้เขา พบกับคนที่ "ใช่" อีกจนได้ เมื่อกลับมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ศิลปากรบ้านเก่า
" ผมเจอน้องคนนึง ผมเห็นเขามานานแล้วตั้งแต่ผมเรียนปี 5 เขาเข้ามาปีนึง จบออกไปแล้ว ผมกลับมาเรียนปริญญาตรีต่อผมก็เห็นเขาเดิน แต่งตัวเลอะเทอะ ทุกอย่างที่ผมคิดไว้หมด หุ่นนางแบบ เซ็กซี่ เปรี้ยว ซ่า ตรงกันข้ามหมดเลยครับ แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าคนนี้แน่นอน แต่ความรักก็เกิดขึ้นอีก
ผมมีในใจของผม ตอนนี้ผมมองเรื่องความคิด อย่าไปมองเรื่องร่างกายอะไรมาก เพราะว่า วันหนึ่งเราน่าจะเลือกคนที่เป็นเพื่อนเราได้ตลอดไปดีกว่า คบเป็นเพื่อนคุยกัน 10 ปีก็ยังอยู่ ถ้าเราจะเอาอารมณ์อะไรก็ได้ คือความเป็นเพื่อนจะมีช่องว่างนิดนึง คนที่เราคบเหมือนกัน ถ้าเราคบเป็นเพื่อนเราจะอยู่กันรอด เหมือนคนแก่ตายายสมัยก่อน เขาอยู่กันได้จนแก่เฒ่า ตัดเรื่องกิเลส ออกไป คิดว่าอยากมีชีวิตอยู่แบบนี้ แม้ความสวย ความเซ็กซี่ หุ่นดี ไม่ใช่เลย สำคัญอยู่ที่หัวใจ "

คราวนี้กว่าจะสรุปว่าใช่จริงๆ ก็ ต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว
" แรกๆ บอกไม่ได้เลย ผมว่าความรักต้องใช้เวลา เหมือนกระป๋องสี เราอาจเป็นสีดำ เขาอาจเป็นสีขาว การที่เราจะผสมเข้ากันได้มันต้องใช้เวลา เหมือนเราคนสี เราต้องใช้เวลา ถ้าคนเร็วสีก็กระฉอก ถ้าช้าถือว่าดี สีจะค่อยๆ เกาะผสมกันระหว่างดำกับขาวเป็นเทา รักครั้งนี้ เรียบๆ เบาๆ ง่ายธรรมดา ไม่หวือหวา ดีครับ วันนี้ผมมีแฟนแล้ว ผมกับเขาเข้ากันได้ดีมาก เราคิดว่าอะไรมันก็ไม่แน่นอนหรอก อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ เราอย่าไปยึดติด แต่เราอยู่ด้วยความรู้สึกที่เราไม่วาดฝันอะไรไปมาก เราไม่ได้คิดว่าตรงนี้มันสุดยอดที่สุด เรื่องร่างกาย อ้วน ผอม ไม่สนใจ ผมว่าความคิดดีกว่า เขาดูแลผม เขามีภาระในการสร้างบ้านเขา ผมทำงานศิลปะ ผมช่วยเขาดูแลบ้านไม่ใช่บ้านผมนะ ผมก็ช่วยดูแลให้เขา เขาเป็นสถาปนิก ผมทำงานศิลปะ เขาก็ช่วยดูแล เราเข้าใจกัน เป็นความเรียบง่ายมาก ปกติ เราไม่ต้องเก๊ก ไม่ต้องทำเท่ ผมว่าเขาเป็นเพื่อนได้ด้วย เราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องกั๊กไว้ แล้วค่อยไปเล่าให้เพื่อนฟัง "

คือความเรียบง่ายและการได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยเปลือกนอกเป็นเกราะกำบัง

 

คำแนะนำจาก ลักขณา คุณาวิชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์ตาดู วัย 33 ในฐานะที่สละโสดทันทีที่เรียนจบปริญญาตรี เธอมีข้อคิดสำหรับคนที่ต้องการจะใช้ชีวิตคู่กับคนที่ "ใช่" ว่า
" อยากให้ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ก่อนที่จะแต่งงาน เราจะได้เรียนรู้ไง" ที่เป็นเช่นนั้นเธอมองว่า
" การที่เราเจอ(คนที่)ใช่ตั้งแต่อายุน้อยแล้วเราก็อยู่กับเขามากๆ ก็จะไม่ค่อยเห็นคุณค่า หรือความสำคัญ แต่ถ้าเราไปผ่านชีวิตมาเยอะๆ แล้ว เรารู้สึกว่าต้องไปเจอความทุกข์ก่อนแล้วค่อยเจอความสุข ดีไง คือคนเราช่วงชีวิตเราก็กะว่าเกิดมาเราต้องใช้ชีวิตให้ยาวที่สุดใช่มั้ย เราไม่คิดว่าเราจะตายเร็ว การมีคู่ชีวิตเราต้องอยู่กันไป 40 ปี นานนะ เขาบอกว่าถ้าเราไปโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนเราจะมองอะไรง่ายขึ้น เรามาใช้เวลาอยู่ด้วยกันในช่วงที่ยังเด็กอยู่ มันมีโอกาสที่กระทบกระทั่งทำให้แยกกันไปสูง ซึ่งทั้งๆ ที่ความจริง เราอาจเป็นคู่สร้างกันมาก็ได้
ในท้ายที่สุดเราอาจพบว่าเธอนั่นแหละคือคนที่เหมาะกับฉันมากที่สุด คือคนที่เจอกันตั้งแต่เด็กๆ นั่นล่ะ แต่ด้วยความเป็นเด็กทำให้เราต้องแยกกัน แต่ถ้าเรามาเจอกันตอนที่เป็นผู้ใหญ่ วุฒิภาวะเจริญเติบโต ทำให้เราอยู่กันได้ดี และ 30 ปีที่เหลือในชีวิต มันจะเป็นชีวิตที่น่ารักมาก "

เมื่อถามถึงความรู้สึกครั้งนั้นว่า รู้ได้อย่างไรว่าเขาคือคนที่ "ใช่" อย่างที่เราตามหา ลักขณาปฏิเสธว่า
" ไม่ได้ตามหา " แต่ว่า " ช่วงเวลานั้นมีคนอื่นเข้ามาแล้วเปรียบเทียบ ส่วนนึงของความเป็นเด็ก เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราต้องการอะไร เพราะฉะนั้นอารมณ์นั้นใช่ก็คือใช่ แต่คนเราโตแล้วเปลี่ยน อายุ 18-19 ช่วงมหาวิทยาลัยเป็นช่วงจีบกันไปจีบกันมาสนุกสนาน กำลังสดชื่น มีแฟน ตอนนั้นเรายังไม่โต จบมหาวิทยาลัยมาแล้วเรามาทำงาน เรารู้แล้วว่าเราสามารถมีชีวิตอีกแบบ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่เปลี่ยน เราอาจไม่ใช่เป็นคนเดิมเหมือนเมื่อตอนอายุ 18 พอตอนนี้มันเปลี่ยนแล้วจะทำยังไง ความสนใจมันเริ่มเปลี่ยนแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ไปด้วยกันได้ตลอด ตอนนี้ฉันอยากมีชีวิตอีกแบบ ฉันอยากจะไปทางนี้นะแต่เธอไม่ไป แล้วถ้าเธอไม่ไปแล้วเธอจะมานั่งหงอย เธอจะไปตรงนั้นฉันไปไม่ได้ล่ะ...ถ้าจัดการตรงนี้ได้ก็โอ.เค. ถ้าไม่ได้ก็แยกย้าย "

นี่คือความคิดเห็น เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ลักขณากับคู่ครองไม่ได้มีปัญหาเช่นนั้น
" จะเรียกว่าโชคก็ไม่ได้ในกรณีตัวเอง แต่พอดีเรามาเจอคนที่มีความคิดใกล้กันมาก เราเชื่อว่าหลายๆ คู่เขาไม่ปะเหมาะขนาดนี้ พอเราโตขึ้นเริ่มรู้ว่าความสนใจเราเป็นแบบนี้ สมัยเด็กถ้ามีแฟนเป็นทหารอาจดูเท่ พอโตขึ้นเราชอบอาร์ติสท์น่ะ กลายเป็นว่าฉันชอบคนมีวัฒนธรรมแบบนี้ จะกลับตัวเหรอ สมมติว่าแต่งแล้วจะทิ้งเขาไปได้ไง เราก็เลยรู้สึกว่าเราควรโตขึ้นเพื่อรู้จักตัวเองก่อน ที่เขาพูดกันมาทั้งหลายทั้งปวงน่ะใช่ ความรักคือการให้ คลาสสิกที่สุด เมื่อไรเมื่อคุณไม่ได้นึกถึงตัวเอง นึกถึงอีกคนนึงด้วย โดยที่คุณไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง ไม่ได้ให้เขาทั้งหมดจนเราไม่เหลืออะไรเลย ให้ในที่นี้หมายถึงเรานึกถึงใจเขา ใจเรา ถ้าเราทำแบบนั้นไป หรือถ้าเขาทำแบบนั้นกับเรา เราจะเป็นอย่างไร ตรงนั้นจะเป็นการที่ทำให้เราจะอยู่ด้วยกันหรือไม่อยู่ด้วยกัน ถ้าเรามีความคิดคำนึงถึงเรื่องนี้กับคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะเป็นชีวิตที่น่ารัก "

ลักขณาย้ำว่า การให้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะชีวิตคู่อย่างเดียว หากเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตในสังคม น่าจะให้ความสำคัญ ชีวิตของเราก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข