ความรักและความชัง

 
 
 

 

คุณเชื่อหรือไม่ว่า คนเรานั้นมักจะมีมุมมองที่มีผลต่อ ความรู้สึกของเรามาก ถ้าเราเคยมีมุมมองอย่างหนึ่งแล้ว ความรู้สึกของเราเป็นลบ ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองดูอาจ ทำให้ความรู้สึกเราเป็นบวกขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สมมุติว่าเรามีเพื่อนร่วมงานอยู่คนหนึ่ง เขามักจะเข้า มาทำงานสาย และมักจะนั่งหลับในเวลางาน เราอาจจะ รู้สึกไม่ใคร่ดีนักกับเขา เช่น เราอาจจะคิดว่าเขาเป็น คนไม่รับผิดชอบ ขี้เกียจ ไม่ใส่ใจหน้าที่ ฯลฯ แต่ต่อมา เราทราบภายหลังว่า เขามีแม่อายุมากที่เจ็บอยู่ที่บ้านและ เขาต้องพยาบาลท่านทั้งคืน ทำให้เขานอนไม่พอ และเขาก็ไม่มีเงินพอที่จะจ้างพยาบาลมาดูแลท่าน ความรู้สึกที่เรามีต่อเขาดูจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

จะเห็นได้ว่า ความคิดหรือมุมมองของเราเป็นส่วน สำคัญที่จะช่วยกำหนดความรู้สึกของเราเสมอ

ในเรื่องของความสัมพันธ์ก็เช่นเดียวกัน
มุมมองของเรา จะเป็นเครื่องกำหนดความรู้สึกที่เรา มีต่อคนรักหรือสามี/ภรรยาของเรา

 

ดังนั้นเราจึงเห็นบ่อยๆ ว่า คนบางคนรักกันแทบจะกลืนกิน แต่ต่อมาก็ปรากฏข่าวว่าภายหลังเกลียดชังกัน ถึงขนาดไม่เผาผี จากสภาพคู่รักมาเป็นคู่แค้น จากความชื่นชมบูชามาเป็นความรังเกียจขยะแขยง
ความรู้สึกในทางตรงกันข้ามเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ก่อนอื่นขอให้คุณลองอ่านเรื่องของวิภาวีและปราการ จะมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

ทั้งคู่เคยเป็นคู่รักกันมาก่อน แต่หลังจากที่ได้แต่งงานกันได้ไม่ถึง 5 ปี เขาทั้งสองกลับมีความเห็นตรงกันว่า "เข้ากันไม่ได้" ทั้งวิภาวีและปราการตกลงใจแยกกันอยู่ชั่วคราว เพื่อสำรวจดูความรู้สึกที่มีต่อกันอีกครั้งหนึ่ง

การ "เข้ากันไม่ได้" ของบุคคลทั้งสองมีความหมายไปถึง การมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และเมื่ออยู่ด้วยกัน แทนความรู้สึกอบอุ่นมีความสุข ทั้งคู่กลับรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่อึดอัด และความรู้สึกนี้จะหายไป ก็ต่อเมื่ออยู่ห่างกันออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากสำหรับเพื่อนๆ ทุกคน
ขอให้เรามารู้จักวิภาวีและปราการสักนิดก่อนที่จะวิเคราะห์เรื่องของเขา

ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อวิภาวีมีอายุ 28 ปี และปราการ 33 ปี วิภาวีเรียนจบมาทางด้านนิเทศศาสตร์ และอาชีพของเธอก็คือทำโฆษณาให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนปราการเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งคู่พบกันเมื่อวิภาวีต้องไปทำข่าวเกี่ยวกับการเปิดโครงการคอนโดที่พักอาศัยในเครือของบริษัท ที่ปราการทำงานอยู่

เนื่องจากวิภาวีมีบุคลิกค่อนข้างจะเปิดเผยสบายๆ และเป็นกันเองกับผู้อื่น และการต่อสู้กันในเชิงไหวพริบ รู้สึกถูกใจในตัววิภาวีเป็นอย่างยิ่ง

ปราการรู้สึกว่า วิภาวีทำให้เขาได้พบอีกส่วนหนึ่งของชีวิต ส่วนที่เขาไม่เคยได้รู้จักมาก่อน นั่นคือส่วนของชีวิตรื่นเริง ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด เมื่อเขาอยู่กับเธอ เขารู้สึกชีวิตมีความสุข มีสีสันเป็นความอภิรมย์อย่างที่เขาไม่เคยพบมาก่อน

ปราการคิดว่าเขารักวิภาวี เพราะเขารู้สึกอยากอยู่ใกล้เธอ อยากทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยกันกับเธอ เธอช่างเป็นผู้หญิงที่น่ารัก สนุกสนาน ทำให้เขาหัวเราะได้เสมอ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเขาพูดอะไรเธอจะเชื่อฟังเขาเสมอ

ปราการรู้สึก เขาโชคดีที่เจอผู้หญิงที่ "เพอร์เฟค" อย่างวิภาวี เขาขอเธอแต่งงาน เมื่อทั้งคู่รู้จักกันเพียง 7 เดือน

หลังการแต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่ปี เขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวของวิภาวี บ่อยครั้งที่เขากำลังมีเรื่องครุ่นคิดทางธุรกิจ วิภาวีกลับไม่เข้าใจ ไม่ให้ความสำคัญ เธอไม่เคยมองอะไรว่า เป็นเรื่องจริงจัง แม้กระทั่งเรื่องธุรกิจของเขา เธอก็มองว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย

เขาเริ่มรำคาญในการทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตของเธอ เขาต้องการให้เธอแสดงความสนใจ ในเรื่องของเขาบ้าง ไม่ใช่ทำตัวแบบธุระไม่ใช่
และหลายครั้งที่เขาพยายามจะอธิบายให้เธอฟัง เธอก็จะทำตัวไร้เดียงสาไม่รับรู้ เขาพึ่งเธอไม่ได้เลยทางด้านความคิด
และยิ่งกว่านั้น การที่เธอเชื่อฟังเขาทุกอย่าง บางครั้งก็ทำให้เขารำคาญ เธอช่างไม่มีหัวสมอง ที่จะคิดอะไรได้บ้างเลย คอยแต่รับคำสั่ง เธอช่างทำตัวเหมือนพนักงานที่รอคำสั่งจากหัวหน้า มากกว่าภรรยาคู่ชีวิต

ถ้าพิจารณาดูจากเรื่องราวข้างต้น เราจะพบว่าสิ่งที่เกิดกับปราการนั้น คือ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ทัศนคติที่เขามีต่อวิภาวี ในส่วนตัวของวิภาวี เธอก็ยังคงเป็นวิภาวีคนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ความคิดและมุมมองของปราการคล้ายกับว่า ปัจจุบันเขามองเธอด้วยแว่นสีดำ แทนที่จะเป็นแว่นสีชมพู ตามที่เขาเคยมองเธอเมื่อสมัยที่เขายังรักเธอ แว่นสีดำทำให้เขามองภาพเธอกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง

วิภาวีก็ยังคงเป็นวิภาวีอยู่ แต่คุณสมบัติที่ทำให้ปราการรักและชื่นชมในตัวเธอ กลับกลายเป็นสิ่งที่ปราการทนไม่ได้
ความน่ารัก อ่อนหวาน กลายเป็นความไร้เดียงสาที่น่าหมั่นไส้
ความสนุกสนานรื่นเริง กลายเป็นการไม่รู้จักโต
การเชื่อฟัง กลายเป็นความน่ารำคาญไม่มีหัวคิด
เมื่อปราการมองวิภาวีเช่นนี้ย่อมเป็นของแน่นอนว่า ความรู้สึกที่ตามมาของเขาคือ ความเซ็ง เบื่อ และรำคาญในตัววิภาวี

สังเกตได้ว่าในช่วงหลังของการแต่งงาน ปราการจะมองวิภาวีด้วยสายตาแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ หลายสิ่งหลายอย่างในตัววิภาวีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งดึงดูดให้เขารักเธอ กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่า "ไม่เข้าท่า"

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิภาวีได้กลายสภาพเป็น "นางฟ้าตกสวรรค์" ไปเสียแล้วในความรู้สึกของปราการ

ส่วนวิภาวีก็เช่นกัน เมื่อปราการเริ่มเข้ามาติดพันเธอใหม่ๆ วิภาวีมองเขาด้วยสายตาแห่งความชื่นชม ดูเขาช่างรอบรู้ทางธุรกิจ เก่ง สมาร์ท และมีลักษณะเป็นผู้นำครบสูตร "ชายในฝัน" ของวิภาวีเสียจริงๆ ถึงแม้ว่าเขาออกจะดูเคร่งขรึมไปบ้าง แต่เธอก็สามารถทำให้เขาสนุกสนาน คลายเครียดได้เมื่อเขาอยู่กับเธอ

วิภาวีมาจากครอบครัวพี่น้องหลายคน ทุกคนก็จะพยายามทำตัวให้พ่อแม่รัก ในครอบครัวก็จะมีความตึงเครียดระหว่างพ่อและแม่เกิดขึ้นเสมอ วิภาวีก็มักจะเล่นบทน่ารักน่าเอ็นดู ทำความสนุกสนานให้แก่ทุกคนในครอบครัว

เธอเรียนรู้ว่าการทำตัวเป็นเด็กดี เชื่อฟัง ไม่โต้เถียง จะทำให้พ่อแม่ยอมรับเธอได้ เธอจึงเล่นบทนี้ได้อย่างถนัดและชำนาญ

เมื่อวิภาวีมาเจอปราการ ความที่ค่อนข้างจะเป็นคน "ซีเรียส" ของปราการได้สะท้อนให้เธอ เห็นภาพเงาเก่าๆ ของครอบครัวของเธอขึ้นมาได้อย่างค่อนข้างจะชัดเจน เป็นภาพที่เธอคุ้นมาหลายสิบปี วิภาวีจึงสามารถเล่นบทสนุกสนานรื่นเริง และเชื่อฟังปราการ เหมือนกับที่เธอเคยเล่นกับพ่อแม่ และสามารถได้ความรักมาไม่ผิด

ดังนั้นเมื่อปราการขอเธอแต่งงาน เธอจึงตอบตกลงไปด้วยความยินดี
หลังจากการแต่งงานผ่านพ้นไปหลายปี วิภาวีเริ่มสังเกตเห็นปฏิกิริยาบางอย่าง ที่ปราการแสดงต่อเธอค่อนข้างจะชัดเจน การแสดงทีท่ารำคาญต่อการพูดจาเล่นหัวของเธอ การไม่ตอบสนองต่อการพูดคุยของเธอ ทำให้วิภาวีอึดอัด บุคลิกความเป็น "วิภาวี" ของเธอถูกคุกคามไม่น้อย

เธอเริ่มมองปราการด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากเดิม เธอรู้สึกว่า เขาไม่ใช่ปราการที่รัก และชื่นชมในตัวเธออีกต่อไป เขากลายเป็นปราการที่คอยจ้องจับผิด และวิพากษ์เธอ

ความเอาจริงเอาจังทางด้านธุรกิจ ซึ่งเธอเคยชื่นชมว่าเป็นลักษณะเด่นของคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ก็กลายเป็นสิ่งที่วิภาวีคิดว่าเป็นความกระด้าง ไม่เป็นมนุษย์ ขาดชีวิตชีวา ถ้าเธออยู่กับเขานานต่อไป เธอคงจะถูกเขาครอบงำทำให้ชีวิตเธอ "เฉา" ตามไปด้วย
และการที่เขาชอบออกคำสั่งกับเธอก็เช่นกัน สมัยก่อนเธอมองว่า เป็นคุณลักษณะของผู้นำครอบครัว แต่ปัจจุบันเธอกลับมองว่า เป็นการแสดงอำนาจและไม่ให้เกียรติเธอ เธอบอกเพื่อนๆ ว่า เธอไม่สามารถอยู่กับคนที่ไม่ให้เกียรติเธอได้อีกต่อไป

เรื่องของวิภาวีและปราการ เป็นตัวอย่างที่ดีของคู่สามีภรรยา ที่เคยมีมุมมองต่อกันอย่างหนึ่ง ต่อมามุมมองนี้ได้เปลี่ยนแปรไป จึงทำให้ความรู้สึกของบุคคลทั้งคู่ต้องแปรเปลี่ยนตามมุมมองเหล่านั้นด้วย

ในช่วงแรกเมื่อทั้งคู่พบกันใหม่ๆ เขามีการมองกันและกันในแง่บวก เขาจึงรู้สึกถูกดึงดูดเข้าหากัน ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไป แม้ว่าบุคคลทั้งคู่ยังเป็นคนเดิมอยู่ แต่เมื่อมุมมองของเขาได้เปลี่ยนไปจากบวกเป็นลบ สิ่งที่เคยเป็นลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างชื่นชมในกันและกันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่ทนกันไม่ได้ รังเกียจกัน และอยากแยกทางกันเดินในที่สุด

ประสบการณ์ของวิภาวีและปราการ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ ตรงกันข้ามเรื่องราวของเขาทั้งสอง ได้เกิดกับคู่สมรส คู่รัก มานับไม่ถ้วน

เรามักพบว่า พลังที่ดึงให้บุคคลทั้งสองมารักกัน ใช้ชีวิตร่วมกันมักจะเป็นพลังเดียวกัน กับที่ทำให้เขาทั้งคู่ต้องเลิกราจากกัน หรือถ้าจะกลับมาคืนดีกันใหม่ก็ตาม

บ่อยครั้งที่เรามักจะโทษสิ่งแวดล้อม หรือบุคคลที่ 3 เช่น แม่นั่น แม่นี่ นายนั่น นายนี่ ว่าเป็นต้นเหตุทำให้เราต้องเลิกรากับคนของเรา แต่จริงๆ แล้วแม่นั่น นายนี่เป็นเพียงส่วนประกอบ ของเหตุการณ์เท่านั้น มุมมองที่เรามีต่อเขาต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดความรู้สึกของเราอย่างแท้จริง

ลองถามตัวคุณเองซิว่า ขณะนี้มุมมองของคุณต่อคนรักเป็นไปในทางลักษณะใด ถ้าเป็นมุมมองด้านลบ คุณอาจพยายามมองเขาทางด้านบวกดูบ้าง เพราะมนุษย์เราไม่มีใครเลยที่จะทำอะไรให้ได้อย่างใจเราทุกอย่าง

สรรพสิ่งทุกอย่าง ล้วนมีทั้งส่วนเด่นและส่วนด้อยในตัวของมันเอง
ในความมืด ก็จะมีความสว่าง
ในความขุ่น ก็จะมีความใส
ในความทุกข์ ก็จะมีความสุข
ในความรัก ก็จะมีความชัง

ธรรมชาติมักจะให้สิ่งที่เป็นของคู่กันมาเสมอ ถ้าคุณคิดได้เช่นนี้ใจคุณก็จะสบาย เมื่อมีความสัมพันธ์กับใคร ก็จะเข้าใจในธรรมชาติของผู้นั้นมากขึ้น เมื่อเข้าใจแล้ว ความรู้สึกที่ดีในทางบวกก็จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด
โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์